EDUCA UPDATE

นวัตกรรมทางการศึกษาใน EDUCA 2018 เพื่อร่วมเรียนรู้นวัตกรรมทางการศึกษาในการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เพื่อพัฒนามุมมองและศักยภาพของคุณครูให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในโลก disruptive 1. นวัตกรรมเชิงโครงสร้างการจัดการศึกษา นวัตกรรมการพัฒนาการศึกษาโดยการสนับสนุนการทำงานของคุณครู ผ่านการเสริมพลังการทำงานร่วมกันทั้งในโรงเรียน หน่วยงานภายนอก รวมทั้งอาสาสมัคร จะสามารถพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยได้อย่างไร 2. นวัตกรรมหลักสูตร หลักสูตรแบบไหนที่จะสนับสนุนให้นักเรียนเติบโตได้เต็มศุักยภาพบนความแตกต่างระหว่างบุคคล พร้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อปัจจุบันและอนาคต 3. นวัตกรรมด้านกระบวนการสอน กระบวนการสอนแบบใหม่ จะช่วยให้คุณครูจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีปสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร 4. นวัตกรรมด้านเนื้อหา เมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื้อหาใหม่อะไรบ้างที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้ และครูจะมีวิธีการนำเสนอเนื้อหาเหล่านั้นได้อย่างไร 5. นวัตกรรมการใช้สื่อเพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียน เตรียมพร้อมให้นักเรียนพร้อมต่อการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เนื้อหาแต่สื่อก็เป็นส่วนสำคัญให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้สู่การนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 6.นวัตกรรมการใช้สื่อดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ เมื่อโลกดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ไปอย่างรวดเร็ว ครูจะใช้โอกาสนี้นำสื่อดิจิทัลมาจัดการเรียนรู้ได้อย่างไรบ้าง 7. นวัตกรรมเชิงพื้นที่ในการเรียนรู้ เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องเรียน ครูจะใช้พื้นที่ไหนสร้างการเรียนรู้ได้บ้าง และจะมีวิธีใดที่ช่วยในการสนับสนุุนบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้เต็มประสิทธิภาพ   บทความนี้สนับสนุนโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

ในการประชุมนานาชาติ EDUCA 2018 เมื่อวันที่ 17 ตุุลาคม 2561 ที่ผ่านมา เป็นโอกาสดีที่คุณครูได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับ “พลังแห่งความร่วมมือรวมพลังของครูในชุมชนแห่งการเรียนรู้นิวซีแลนด์” โดย ดร.Camilla Highfield จาก University of Auckland ประเทศนิวซีแลนด์ ว่าในห้องเรียนที่มีความแตกต่าง เหมือนตัวแทนของสังคมที่มีความหลากหลาย นิวซีแลนด์ทำอย่างไรให้ความเฉพาะตัวของแต่ละบุุุคคลได้รับการพัฒนาและประสานกันได้อย่างเข้มแข็ง Kāhui Ako คือความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรูู้ (Community of Learning) ในแบบของนิวซีแลนด์ ที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการสร้างการศึกษาที่ดี คือ - ครูร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียนแต่ละคน ทั้งการพัฒนาความสามารถของนักเรียนเป็นรายบุคคล หลักสูตรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เฉพาะตัวของแต่ละคน รวมทั้งมีการแบ่งปันประสบการณ์การทำงานระหว่างครูเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ดีและเหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน - ผู้บริหารให้ความสำคัญกับกระบวนการและประสิทธิผลของนักเรียนและครูทุุกคน โดยรักษาเป้าหมาย

EDUCA จับเข่าคุยกับ “คุณช่อทิพย์ ประมูลผล” ผู้จัดการตลาดหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand : ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย กับข้อมูลเชิงลึกของการศึกษานิวซีแลนด์ …

เผยเทคนิค(ไม่)ลับของนิวซีแลนด์… ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนและพัฒนาครูด้วยวิธีเดียวกันได้อย่างไร   รู้ไหมว่า ที่นิวซีแลนด์มีวิธีการประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาครูไปพร้อมกัน ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “โมเดลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสืบสอบ (Teaching as Inquiry Model)” ซึ่งถูกใช้และพัฒนาจนเป็นโมเดลที่มีรูปแบบชัดเจนและนำไปใช้ได้จริงในบริบทการจัดการเรียนรู้รายวิชาต่างๆ และใช้ได้กับกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย     “โมเดลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสืบสอบ (Teaching as Inquiry Model)” เป็นวงจรการตั้งคำถามที่เริ่มจากการมองเห็นว่า “การจัดการเรียนการสอน” กับ “การเรียนรู้” เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องซ้อนทับกัน ซึ่งคุณครูที่นิวซีแลนด์ต่างใช้ชุดคำถามในกระบวนการนี้ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนและวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ของนักเรียนไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้สามารถพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน และครูสามารถพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึึ้น ผ่านการตั้งคำถามในแต่ละขั้นในรูปแบบวงจรของโมเดลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสืบสอบ (Teaching as Inquiry Model)   จากวิธีการดังกล่าว เป็นรูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในบริบทการศึกษาไทย ที่คุณครูสามารถเรียนรู้กระบวนการและวิธีการใช้  “โมเดลการจัดการเรียนรู้ผ่านการสืบสอบ (Teaching as

จากแนวทางพัฒนาการศึกษาสู่ทศวรรษที่ 2030 ของสหประชาชาติภายใต้การกำกับดูแลของUNESCOในปฏิญญาอินชอน ที่ว่า “การศึกษาคือบริการสาธารณะที่รัฐต้องจัดให้มีคุณภาพที่ดีเท่าเทียมแก่เยาวชนทุกคนในประเทศ” ในขณะที่ประเทศไทยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ว่า ภายใน พ.ศ. 2579  ”ประเทศไทยต้องหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และ สร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการ(Entrepreneurship Education) เป็นกลวิธีหนึ่งในการขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตด้วยธุรกิจ Start-up จากการจัดตั้งธุรกิจนวัตกรรมขนาดเล็กในแต่ละภาคส่วนย่อยในภาคธุรกิจต่างๆ และขับเคลื่อนโดยการเกื้อหนุนกันจากลักษณะธุรกิจของแต่ละคน สิ่งสำคัญหนึ่งในการจะสร้างผู้ประกอบการ คือ การเตรียมพร้อมในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการให้แก่นักเรียนที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลางในอนาคต ทั้งความเข้าใจต่อการเป็นผู้ประกอบการว่าไม่ใช่เพียงแค่การทำธุรกิจ แต่ต้องมีความเข้าใจในองค์ประกอบทางสังคม มีความสามารถในการบูรณาการความรู้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม และที่สำคัญที่สุดคือ มีทักษะที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในฐานะผู้ประกอบการในสภาวะที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ศาสตราจารย์เจมี คอลลินส์ ประธานสาขาความเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแคนเทอเบอรี่ เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ให้ข้อคิดหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ

โลโก้ EDUCA โฉมใหม่ ทำไมใช้สีเขียว-น้ำเงิน   ภาพลักษณ์ใหม่ของโลโก้ EDUCA สะท้อนถึงการก้าวสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากยิ่งขึ้น 2 สี ของโลโก้ ทั้งเขียวและน้ำเงิน ที่มีการไล่เฉดกัน ก็ล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ สีเขียว หมายถึง การเติบโตด้านองค์ความรู้ของเด็ก ควบคู่กับสุขภาพกายและใจ สีน้ำเงิน หมายถึง เทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียน   โลโก้ EDUCA โฉมใหม่ ไม่เพียงพัฒนาให้ดูทันสมัยขึ้นท่ามกลางโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่ยังพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการศึกษาให้คุณครูทุกคน

  คุณครูเคยสงสัยไหมว่า ในห้องเรียนที่นักเรียนมีความหลากหลาย ครูจะจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนได้อย่างไร   ที่นิวซีแลนด์ เริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่ดีตั้งแต่ปฐมวัย ด้วยพื้นฐานความคิดว่า ครูจะจัดการเรียนรู้อย่างไรให้ทุกคนเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ทำอย่างไรให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีทางการเรียนรู้และสัมพันธภาพกับผู้อื่นทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน รวมทั้งครูจะสามารถวางแผนการประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้อย่างไร ภายใต้ความรู้สึกยินดีต่อกันและเคารพในความแตกต่างระหว่างกัน   ความสำเร็จของหลักสูตรปฐมวัยที่มีวิสัยทัศน์สนับสนุนให้เด็กๆ รอบรู้ มั่นใจที่จะเรียนรู้และสื่อสาร มีสุขภาพกายและจิตที่ดี มีความรู้สึกปลอดภัยต่อการใช้ชีวิตและสามารถนำความรู้เพื่อสร้างคุณค่าแก่สังคมได้ต่อไป และเตรียมพร้อมนักเรียนสู่อนาคต ขึ้นกับการที่ครูสามารถประยุกต์ใช้หลักสูตรให้เหมาะสมกับนักเรียนบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้และลักษณะวิธีการสอนที่เหมาะสมกับครูแต่ละคนด้วยเช่นกัน การฝึกฝนครูให้นำความเชื่อและการเห็นคุณค่าในตนเองมาใช้ในการจัดการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง   ในมหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูปีนี้ จึงได้จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ “Te Whāriki – weaving personalised and inclusive teaching and learning together.” โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศนิวซีแลนด์ในการถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวความคิดใหม่ๆ รวมทั้งวิธีการที่คุณครูสามารถนำไปประยุกต์ในการการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเองและสิ่งแวดล้อมในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละบริบทเพื่อประสานความร่วมมือให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนานักเรียนได้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล   ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/2P8IPLv

ตัวอย่างการเลือกหัวข้อการประชุมเชิงปฏิบัติการด้วย Workshop All-inclusive Package ตัวอย่างการเลือกหัวข้อการประชุมเชิงปฏิบัติการด้วย Limited Workshop Package ตัวอย่างการเลือกหัวข้อการประชุมเชิงปฏิบัติการด้วย Workshop Day Pass

เมื่อครูทุกระดับร่วมกันสะท้อนคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานักเรียนให้เต็มศักยภาพ EDUCA ชวนครูเรียนรู้ประสบการณ์จริงในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งของนิวซีแลนด์ว่า ท่ามกลางความแตกต่างและหลายหลายของสังคม  เหตุใดพลังความร่วมมือของครูจึงมีความสำคัญที่สุดเพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียน กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ของนิวซีแลนด์นั้น ไม่ได้เกิดแค่ในระดับโรงเรียน แต่เกิดขึ้นจากการรรวมตัวของครูระหว่างโรงเรียน ทั้งในโรงเรียนที่มีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานทางกายภาพ พื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน หรือลักษณะทางกลุ่มสังคม รวมทั้งการจัดการศึกษาพิเศษ โรงเรียนชาติพันธุ์ ตลอดจนการรวมตัวของกลุ่มเยาวชนและผู้ปกครอง ที่ช่วยเสริมพลังชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ พัฒนานักเรียนให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย และมีเส้นทางชีวิตได้ตามความปรารถนา ทั้งนี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ให้ยั่งยืน คือ “ครู” สิ่งที่น่าสนใจ คือ ความร่วมมือของครูจากบริบทโรงเรียนที่แตกต่างกัน สร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการเรียนรู้ให้นักเรียนเติบโตจนเป็นนุษย์ที่ถึงพร้อมทางสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ และสังคมได้อย่างไร เราจะได้เห็นวิธีการ เครื่องมือ และวิีดีิโอบันทึกกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ของนิวซีแลนด์ ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่สนับสนุนความรู้และแนวทางการปฏิบัติแก่ครูและผู้บริหาร นำเอานวัตกรรมจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนไปใช้จริงจนประสบผลสำเร็จ