Childhood (2017) ภาพยนตร์เรียกร้องให้ผู้ใหญ่คืนชีวิตวัยเยาว์ให้แก่เด็กๆ

Childhood (2017) ภาพยนตร์เรียกร้องให้ผู้ใหญ่คืนชีวิตวัยเยาว์ให้แก่เด็กๆ

เรื่อง: ภัทรพร บุญนำอุดม

ภาพ: กชกร มั่นคงเจริญกิจ

 

บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์
ระหว่างที่คุณครูหลายท่านกำลังยุ่งอยู่กับเตรียมการสอนในเปิดเทอมที่กำลังใกล้เข้ามา EDUCA อยากชักชวนให้สละเวลาสัก 1 ชั่วโมงครึ่งเดินเข้าโรงหนังเพื่อมาสำรวจชีวิตเล็กๆ ของเด็กวัยอนุบาล ในภาพยนตร์ที่ตัวละครหลักมีอายุไม่ถึง 7 ปีเท่านั้น

Childhood หรือ Barndom ในภาษานอร์เวย์ คือภาพยนตร์สารคดีที่กำกับโดยผู้กำกับสาว Margreth Olin ผู้มีอีกสถานะหนึ่งคือ การเป็นคุณแม่ลูกสอง

 

olin_portrett_kompr

ภาพ: tiff.no/en/blogg/portrait-margreth-olin

 

Childhood (2017) หรือ โรงเรียนริมป่า

Margreth Olin ตั้งใจบันทึกชีวิตของเด็กๆ ของโรงเรียนอนุบาลออโรร่า ที่ตั้งอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ออกมาเป็นหนังสารคดีที่มุ่งสื่อสารความต้องการในการปกปักรักษาชีวิตวัยเยาว์ของเด็กๆ ที่กำลังตกอยู่ภายใต้กระแสของการเรียนที่มุ่งสู่การแข่งขันช่วงชิงเพื่อครองอันดับ 1 ซึ่งเป็นค่านิยมที่ฟูมฟักมาจากพ่อแม่และผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คน แต่ผู้ที่ต้องแบกรับภาระความกดดันและความหวังดังกล่าวคือ บรรดาเด็กๆ ที่กำลังถูกระบบการศึกษาในปัจจุบันดูดกลืนชีวิตวัยเยาวน์ให้ลดน้อยลงเรื่อยๆ

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มีความความยาวทั้งสิ้น 90 นาที ซึ่งผู้กำกับได้พาเราติดตามไปดูชีวิตของเด็กวัยเตรียมพร้อมสู่ชั้นประถมศึกษา หรืออายุราว 1-7 ปี ของโรงเรียนอนุบาลออโรร่า ประเทศนอร์เวย์ ที่มีพื้นฐานความเชื่อว่า ‘งานของเด็กวัยนี้คือการเล่น’ และเชื่อว่าการเล่นก็เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญที่เด็กๆ ขาดไม่ได้  

แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ปรากฏภาพของเด็กๆ ที่กำลังท่องหนังสือหรือกางตำราแม้เพียงสักฉาก แต่เรากลับเห็นการเรียนรู้ของพวกเขาได้ชัดเจนยิ่งกว่าภาพที่เราเคยคุ้นจากในห้องเรียน

การเรียนรู้ของพวกเขานำไปสู่ความเข้าใจต่อตัวเอง ต่อโลก และต่อความเป็นมนุษย์ ผ่านกิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส และได้สัมผัส ชีวิตแต่ละวันของเด็กๆ คือการเข้าป่าไปสำรวจธรรมชาติรอบตัว เสาะหาวัสดุจากในป่ามาประดิษฐ์ของเล่น และการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขามีบทบาทในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ภายใต้การบ่มเพาะจากคุณครูผู้เปิดกว้าง ยอมรับ และเคารพในตัวของพวกเขา ผู้คอยทำหน้าที่ให้การส่งเสริมการเรียนรู้ที่สนุกและปลอดภัยแก่เด็กๆ

 

hxorsyo3

ภาพ: barndom.movie/childhood

 

ถึงเวลาที่ ‘วัยเด็ก’ ควรได้รับการปกปักรักษา

MarGreth Olin ได้บอกเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นซึ่งมันได้ผลักดันให้เธอเริ่มต้นทำหนังสารคดีเรื่องนี้ “เพื่อมุ่งที่จะส่งสารตอบโต้กับการประเมินความสามารถของผู้เรียนและการศึกษาที่มุ่งสู่การแข่งขันซึ่งนับวันยิ่งเข้ามากำกับและควบคุมโรงเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ”  

โดยสิ่งที่เธอต้องการคือ สร้างความตระหนักต่อสังคม พ่อแม่ รวมทั้งตัวของคุณครูทุกคนให้ไม่หลงลืมว่า เด็กมีบุคลิกที่แตกต่างหลากหลาย และไม่ควรนำเกณฑ์ที่คับแคบมาบดบังศักยภาพที่แตกต่างกันของพวก

ดังนั้นการพาออกไปสำรวจชีวิตท่ามกลางธรรมชาติที่สงบ การปล่อยให้พวกเขาได้มีอิสระในการคิด การพูด รวมทั้งการได้ทดลองเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้จึงเป็นการประท้วงเงียบเพื่อที่จะปกปักรักษาวัยเด็กที่กำลังถูกผู้ใหญ่ทำให้สูญหายไปเรื่อยๆ

 

‘ชีวิต’ คือสิ่งที่เด็กจะได้รับกลับมา

อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณส่งเด็กๆ ไปสู่โรงเรียนออโรร่า ?

แน่นอน, พวกเขาย่อมหมดโอกาสที่จะเตรียมตัวติวเข้มก่อนสอบเข้า ป.1 และคงไม่มีโอกาสได้พบคุณครูที่คอยหาแบบฝึกหัดหรือเก็งข้อสอบมาให้ ยิ่งถ้าพวกเขาย้ายมาอยู่บ้านเรา คงไม่มีแม้สักคนที่สอบติดโรงเรียนชั้นนำระดับประเทศ

แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้กลับมาคือ ‘ชีวิต’ ซึ่งเป็นชีวิตในวัยเด็กที่ทุกคนควรมีโอกาสได้สัมผัส เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง รวมทั้งบทเรียนต่างๆ ที่แทบจะหาไม่ได้ในโรงเรียนที่การแข่งขันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างในปัจจุบัน

 

nbbbmuq2

ภาพ: barndom.movie/childhood

 

บทเรียนที่ขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยน

เมื่อเด็กๆ ได้รับอนุญาตให้เดินเข้าป่าและสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว จินตนาการอันไม่รู้จบของพวกเขาสามารถเปลี่ยนรูปทรงของต้นไม้ใบหญ้าให้กลายเป็นจมูกของแม่มด ดวงดาว หรือแม้แต่ผลึกคริสตัล

ในห้องเรียนที่เปิดกว้างแห่งนี้ เด็กๆ ได้เชื่อมโยงตัวเองกับธรรมชาติอย่างอิสระ พวกเขาได้เรียนรู้วงจรชีวิตของสัตว์จากเฝ้าสังเกตพวกมันจริงๆ ทั้งยังได้โอบอุ้มชีวิตของลูกเจี๊ยบแรกเกิดที่เป็นเหมือนกับเพื่อนผู้เติบโตมาพร้อมกับเขา

พร้อมกับการได้ตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิตหลังจากได้เห็นชีวิตพวกมันดับสูญ

ด้วยการได้พบกับคุณครูที่เปิดกว้างและรับฟัง พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ของผู้เรียนเอง การปล่อยให้พวกเขาได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตผ่านผืนป่ากว้างหลังโรงเรียน ได้สร้างบทเรียนที่สำคัญซึ่งในที่สุดมันช่วยขัดเกลาให้พวกเขากลายเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนโยน

 

เด็กได้เป็นเจ้าของห้องเรียนของตนเอง

ห้องเรียนแห่งนี้ไม่ได้แต่มีอาณาบริเวณที่กว้างขวางเท่านั้น หากแต่ยังเปิดกว้างต่อการเรียน เล่น และลองผิดลองถูกของเด็กๆ ด้วย พวกเขาสามารถลิ้มรสของมดอย่างที่ใจต้องการ เพื่อที่จะได้รู้ซึ้งว่ารสชาติของมันเป็นแบบไหน

ในขณะที่อากาศหนาวเย็นจนมีหิมะปกคลุมไปทั่วท้องถนน เด็กๆ กลับได้รับการอนุญาตให้ออกมานั่งเล่น พูดคุยกัน และที่สำคัญคือ ถ้าพวกเขาอยากลองชิมกองหิมะที่วางอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็สามารถทำได้อย่างสบายใจ

แม้แต่ ‘หุ่นม้าไม้’ ของเล่นของพวกเขา ก็ยังมาจากการที่เด็กๆ ได้เดินเข้าไปหาไม้ในป่าเพื่อมาเหลาและเย็บเป็นตุ๊กตาด้วยตัวเอง

 

โรงเรียนคือสถานที่ที่สงบและปลอดภัย

พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้โอบอุ้มลูกเจี๊ยบด้วย 2 มือของเขา ไม่ได้รู้ว่ามดมีรสชาติคล้ายกับเลมอน และคงไม่มีใครปล่อยให้พวกเขาได้ออกมาสัมผัสกองหิมะ และก็คงไม่รู้ว่าเด็กตัวเล็กๆ อย่างเขาจะมีศักยภาพและสามารถสร้างหุ่นม้าไม้ได้ด้วยตัวเอง หากปราศจาก ‘คุณครู’

ครูผู้คอยรับฟัง ไต่ถาม และให้คำแนะนำที่ไม่ก้าวล่วงไปรบกวนการเรียนรู้ของพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาเจอปัญหาขึ้นมาเมื่อใด ครูที่อยู่ข้างๆ ก็พร้อมที่จะสนับสนุนอยู่เสมอ เด็กๆ จึงไว้วางใจและรู้สึกว่า โรงเรียนคือสถานที่ที่สงบและปลอดภัยสำหรับพวกเขา

 

 

Childhoodposter

 

สำหรับคุณครูที่อยากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอบฉายและโรงฉายได้ทาง

www.facebook.com/DocumentaryClubTH

 

ชมตัวอย่างภาพยนตร์

www.youtube.com/watch?v=hgNqRvNe5Sc&feature=youtu.be

 

หมายเหตุ

หลายๆ กิจกรรมที่เราเห็น ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติในโรงเรียนแห่งนี้อาจก่อให้เกิดคำถามหรือข้อคำนึงถึงความปลอดภัยและความเหมาะสมต่อเด็กในวัยดังกล่าว ซึ่งหากคิดจะนำมาปรับใช้นั้น ควรมีการพูดคุยเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับแนวคิดในแต่ละวัฒนธรรม

แต่อย่างน้อยที่สุดการได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เราได้บทเรียนที่มีค่าและทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของ ‘ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก’ ที่ไม่ควรให้กรอบหรือกฏเกณฑ์บางอย่างมาพรากชีวิตวัยเยาว์ของพวกเขาไป

Share With: